LINEOpen

LINE
Enjoy Timeline even more in the app.

Global Navigation

Jessie Joy

Jessie Joy

18 posts

สละเวลาอ่านให้จบ

"เศรษฐีกับยมทูต"

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังจะสิ้นใจตาย ยมทูตได้ปรากฏกายเพื่อมารับ
วิญญาณของเขา

เขาได้ถามยมทูตว่า
“เมื่อผมตายไปแล้ว ผมจะได้ขึ้นสวรรค์หรือตกนรกครับ?”
“ตกนรก!” 
ยมทูตกล่าว
เศรษฐีเมื่อได้ฟังก็รู้สึกโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงถามยมทูตขึ้นว่า
“ทำไมผมต้องตกนรก! ในเมื่อผมนำเงินสร้างวัดสร้างโบสถ์สร้าง
โรงเรียนไว้มากมาย อีกทั้งบริจาคเงิน ให้แก่องค์กรสังคมสง 
เคราะห์ต่างๆ ทำไมผมยังต้องตกนรก ผมไม่ยอม!”
“หากเจ้ารู้สึกไม่พอใจ ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งอาทิตย์ ภายใน
หนึ่งอาทิตย์นี้ หากเจ้าได้รอยยิ้มจากความจริงใจเพียงสามครั้ง 
เจ้าก็สามารถขึ้นสวรรค์ได้!”
เศรษฐีได้ฟังรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดในใจ
“กะอีแค่รอยยิ้มจากใจเพียงแค่สามครั้ง มันจะไปยากอะไร!”

เมื่อยมทูตหายไป เขานิ่งคิดว่าใครเป็นคนแรกที่จะมอบรอยยิ้ม
จากความจริงใจให้กับเขาเป็นคนแรก ใบหน้าของภรรยาก็ปรากฏ
ขึ้นในมโนภาพ เขาและเธอแต่งงานกันมาสี่สิบกว่าปี เธอนี่แหละ
ที่จะมอบรอยยิ้มจากใจให้เขาเป็นคนแรกเขาจึงใช้เงินเป็นจำนวน
มากซื้อเครื่องเพชรชุดใหญ่มอบให้แก่ภรรยาของเขา เมื่อภรรยา
ได้รับของขวัญเป็นเพชรชุดใหญ่ก็ดีใจและประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่ยมทูตบอกกับเขาว่า
“นี่ไม่ใช่รอยยิ้มจากความจริงใจ เธอเพียงแค่ดีใจที่ได้เครื่องเพชร
ชุดใหญ่ก็เท่านั้นเอง”

เศรษฐีรู้สึกประหลาดใจกับคำบอกของยมทูต เขาจึงซื้อรถ ซื้อ
บ้าน อีกทั้งสิ่งที่คิดว่าภรรยาจะต้องชอบให้แก่เธอ แต่เป็นที่น่า
ประหลาด ภรรยาของเขาดีใจและรอยยิ้มที่เธอมอบให้เขานั้นยัง
ไม่ใช่รอยยิ้มจากใจจริงที่ยมทูตต้องการ

เวลาผ่านไปเป็นวันที่สามแล้ว เศรษฐียิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ 
เพราะเขาเหลือเวลาอีกเพียงแค่สี่วันเท่านั้น คนที่เขาคิดว่าจะได้
รอยยิ้มจากใจเป็นคนแรก กลับไม่ง่ายดังที่เขาคิดไว้

เช้าวันที่สี่เขาลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคิดว่าตนเองจะต้อง
ตายในอีกสามวันข้างหน้า สิ่งที่เขาควรมอบให้แก่ภรรยาก็ได้ทำ
ไปหมดแล้ว เขาเดินคิดไปจนเข้ามาในครัว เขาหยิบกระทะขึ้นมา
ทอดไข่และไส้กรอก จากนั้นก็ทำการปิ้งขนมปัง เขาลงมือทำ
อาหารเช้าที่ไม่ได้ทำมาเป็นเวลานาน

เมื่อภรรยาของเขาลงมาจากชั้นบน เห็นสามีอันเป็นที่รักเข้าครัว
ทำอาหารเช้า ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเธอมีแม่บ้าน
อยู่หลายคนที่คอยเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้โดยไม่ต้องลำบากให้สามี
ของเธอลงมือทำเอง

เศรษฐีนำอาหารเช้าวางไว้บนโต๊ะ และเชิญภรรยาทานอาหาร
เช้าที่เขาเป็นคนเตรียมให้ เมื่อเธอตักอาหารคำแรกเข้าปาก เธอ
ก็นำตาร่วงและยิ้มออกมาให้กับเขา
“ที่รักคะ คุณยังจำตอนที่เราเริ่มสร้างครอบครัวได้ไหม ตอนนั้น
เรายังยากจน คุณทำอาหารเช้าง่ายๆแบบนี้ให้ฉันทานทุกเช้าเลย 
ฉันดีใจที่เช้านี้ได้ทานอาหารฝีมือของคุณอีกครั้งค่ะ”

ในขณะนั้น เศรษฐีสัมผัสได้ว่า รอยยิ้มของภรรยาเป็นรอยยิ้มที่
แสนสวยงามเป็นพิเศษ แม้เธอยังไม่ได้แต่งหน้าทำผม แต่รอย
ยิ้มของเธอช่างดูบริสุทธิ์จริงใจ เศรษฐีเข้าใจในทันทีว่า หลายปี
ที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้ใช้ชีวิตทานอาหารเช้ากับภรรยาเลย จึง
ลืมไปแล้วว่า สิ่งที่เธอต้องการจากเขาจริงๆในตอนนี้ก็คือความ
ใส่ใจนั่นเอง
และในเช้านั้น ยมทูตก็ได้บอกกับเขาว่า
“เจ้าได้รอยยิ้มจากใจแล้วหนึ่งครั้ง!”

สายของวันนั้น เขาเข้าบริษัทและหวังว่าจะได้รอยยิ้มจากใจเป็น
ครั้งที่สองจากลูกน้องคนสนิท
เขาเรียกลูกน้องคนสนิทเข้ามาพบที่ห้อง
“ผมตัดสินใจเลื่อนตำแหน่งให้คุณเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ 
และมอบหุ้นของบริษัทส่วนหนึ่งให้แก่คุณ ”
ลูกน้องคนสนิทดีใจเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเขาตอนนี้เปื้อนไป
ด้วยรอยยิ้ม ได้แต่ยืนโค้งคำนับ กล่าวคำขอบคุณครั้งแล้วครั้ง
เล่า แต่เศรษฐีกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของลูกน้องคนสนิทยังมีความ
ทุกข์ใจปนอยู่

เศรษฐีได้แต่งตั้งลูกน้องคนสนิทให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้
จัดการใหญ่ และมอบหุ้นของบริษัทจำนวนหนึ่งให้แก่เขา แต่
เศรษฐีก็ยังไม่ได้รอยยิ้มจากใจของลูกน้องคนนี้เลย

เช้าวันที่เจ็ด เศรษฐีเรียกลูกน้องคนสนิทเข้ามาพบ เศรษฐีแจ้งให้
ลูกน้องคนสนิททราบว่า ได้เซ็นอนุมัติให้เขา ลาพักพร้อมตั๋ว
เครื่องบินไปกลับห้าใบสำหรับเขาและลูกเมีย

“คุณทำงานเหมือนขายชีวิตให้ผมมานาน ผมไม่เคยให้คุณได้พัก
ผ่อนอยู่กับลูกเมียเลย ผมให้คุณพักอยู่กับลูกเมียเป็นเวลาหนึ่ง
เดือน พร้อมตั๋วเครื่องบินไปฮาวายห้าใบ พาลูกเมียไปพักผ่อนนะ”
ลูกน้องคนสนิทรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก จากสีหน้าที่เคร่งขรึมเปลี่ยน
เป็นสีหน้าที่อ่อนโอนและอบอุ่นขึ้นในทันที เขายิ้มออกมาด้วย
สีหน้าผ่อนคลาย มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นจากลูกน้องคนนี้
มาก่อน ทำให้เขาก็รู้สึกสบายใจไปด้วย

“ขอบพระคุณท่านมากครับ ผมไม่ได้พาลูกเมียไปพักผ่อนนาน
แล้วสินะ พวกเขาคงคิดว่าหัวใจของผมทำด้วยเหล็กที่แทบไม่มี
ความรู้สึกเหมือนพ่อคนอื่นๆ ผมจะทำตามที่ท่านเมตตาครับ ขอบ 
พระคุณท่านอีกครั้งครับ!”
สิ้นเสียงของลูกน้องคนสนิท ยมทูตก็ได้กระซิบบอกเขาว่า
“เจ้าได้รอยยิ้มจากใจเป็นครั้งที่สองแล้ว”

เศรษฐีเพิ่งได้รอยยิ้มแห่งความจริงใจเพียงแค่สองครั้ง แต่ทว่า 
เวลาของเขาก็เหลือไม่ถึงวันแล้ว เศรษฐีได้แต่ทอดถอนหายใจ

“เราคงต้องยอมรับความจริงแล้วสินะ!” 
เศรษฐีเอ่ยกับตัวเอง
เพราะทั้งภรรยาและลูกน้องคนสนิท เขาต้องใช้เวลาไปตั้งเจ็ดวัน 
ถึงจะได้รอยยิ้มจากความจริงใจของเธอและเขา หากเป็นเช่นนี้ 
เขาคงต้องยอมรับที่จะต้องตกนรกอย่างไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อ 
เขานึกถึงนรกจิตใจก็หดหู่เศร้าสร้อย เขาตัดสินใจถอดสูทที่สวม
อยู่ออก จากนั้นก็เดินออกจากบริษัทเพื่อนั่งรถเมล์ไปเที่ยวยังที่
ต่างๆ

เขารู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ สมัยสร้างเนื้อสร้างตัวร่วมกับภรรยา 
บรรยากาศแบบนี้ เขาไม่ได้สัมผัสมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะ
โดยปกติ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ก็จะมีรถยนต์คันหรูพร้อมคนขับ
อีกทั้งเอกสารที่จะต้องเซ็นอนุมัติมากมาย เขาแทบจะหาเวลา
ว่างเดินทอดน่องเพียงลำพังในตรอกซอกซอยอย่างนี้ไม่ได้ เขา
คิดว่า ไหนๆอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ก็ต้องถูกยมทูตพาไปนรก
แล้ว ก็เสพสุขช่วงเวลาที่เหลือนี้ให้เพียงพอก็แล้วกัน ณ ขณะนั้น 
จิตใจเขาปลอดโปล่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาเดินอยู่บนถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย แล้วเขาก็เห็น
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่บนฟุตบาท ไม่มีใครสนใจเด็ก
หญิงคนนี้เลย เพราะต่างคนต่างก็รีบเร่งกันทั้งนั้น
“ไหนๆก็จะตายแล้ว เราลองถามเด็กคนนี้ก็แล้วกัน ว่าเธอร้องไห้
ทำไม?” 
คิดแล้วก็เดินเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้น
เด็กน้อยพลัดหลงกับพ่อแม่ จึงตกใจร้องไห้ เมื่อเขารู้ความจริงก็
พาเธอไปที่สถานีตำรวจ และแจ้งว่ามีเด็กพลัดหลงกับพ่อแม่ที่
ตลาด ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดต่อประสานงานกับพ่อแม่

เศรษฐีนั่งรอพ่อแม่ของเด็กน้อยให้มารับด้วยจิตใจจดจ่อ เขาเพ่ง
มองไปที่นาฬิกา เวลาของเขาใกล้จะหมดแล้วสินะ เมื่อพ่อแม่
ของเด็กน้อยเดินขึ้นมาที่โรงพัก สามคนพ่อแม่ลูกวิ่งเข้ามากอด
กันกลมและร้องไห้ดังสนั่นโรงพัก

เขามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกปิติและอิ่มเอิบในหัวใจ
“โธ่เอ๊ย การได้ช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นความสุขอย่างนี้นี่เอง!” 
เขาอุทานขึ้นมาเบาๆ
แต่เขาก็ต้องหุบยิ้มนั้นทันที เพราะยมทูตได้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
ของเขาแล้ว
เขายื่นมือให้กับยมทูต แต่ทว่า ยมทูตกลับส่ายหัวให้กับเขา
“เจ้าไม่ต้องลงนรกกับข้า เพราะเจ้ามีคุณสมบัติขึ้นสวรรค์แล้ว!” 
ยมทูตกล่าวขึ้น
เขาเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง
“ท่านว่าอะไรนะ?” 
เขาถามอย่างลนลาน
“รอยยิ้มที่เกิดจากความจริงใจครั้งที่สามครบแล้ว”
ยมทูตยื่นกระจกเงาให้เขามองใบหน้าของตนเอง พลางพูดว่า
“ที่จริงมันเกิดได้เมื่อสักครู่หนึ่งแล้ว!”

เศรษฐีมองตัวเองในกระจกเงา จากใบหน้าอันเคร่งขรึมเศร้า
หมองไร้ราศี บัดนี้เปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบ และมีรอยยิ้มอยู่ที่
มุมปาก มันไม่ใช่ใบหน้าของกรรมการผู้จัดการใหญ่ใจยักษ์ แต่
มันเป็นใบหน้าของคุณลุงคนหนึ่ง ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา 
เขาเห็นรอยยิ้มแห่งความจริงใจนั้นบนใบหน้าของตนเอง

“ใจของเจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าจะต้องพาเจ้าไป
ยังนรก แต่ทว่าเทวทูตยังไม่มารับเจ้า นั่นแปลว่าเจ้ายังพอมีเวลา
ที่จะสร้างความดีในโลกนี้ได้อีก” 
พูดจบ ยมทูตก็หายวับไปกับตา
“ที่แท้ รอยยิ้มที่สามอยู่ที่ตัวข้าเองหรือนี่?” 
เศรษฐีกวาดสายตามองออกไปนอกสถานีตำรวจ ด้วยความอิ่ม
เอิบใจ

*คุณมี 2 ทางเลือก
1. ถ้าคุณได้อ่านแล้ว เห็นว่าดีมีประโยชน์ช่วยเตือนสติได้ โปรดแชร์เพื่อเป็นธรรมทาน

2. ถ้าเห็นว่าบทความด้านบน ไร้สาระ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เสียเวลาในการอ่านนี้ คิดเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและจงลืมๆมันไป
...See more

57

Share List

Log in to write a comment

loading...

close

Tell us why you are sending us this report.

Reporting a chat or post will send the relevant user's info along with your 10 most recent chat messages with them or the post in question.

close

Copy the link below and add it to your website.

By posting embedded content on Timeline, you agree to the Terms and Conditions of Use for Embedding Content on LINE. Terms and Conditions of Use for Embedding Content on LINE